เปรียบเทียบจุดเด่น และความแตกต่างของมาตรฐาน API SP

เปรียบเทียบจุดเด่น และความแตกต่างของมาตรฐาน API SP

เปรียบเทียบจุดเด่น ความแตกต่างของมาตรฐาน API SL , SM , SN , SN PLUS , SP

รูป : กราฟเปรียบเทียบคุณสมบัติของมาตรฐาน API SL , SM , SN , SN PLUS , SP

มาตรฐานของน้ำมันเครื่อง ในปัจจุบันผู้ใช้งานยานยนต์โดยทั่วไป โดยเฉพาะรถยนต์ จะมีการให้ความสนใจต่อคำว่ามาตรฐานของน้ำมันเครื่องที่มากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศไทย ผู้ใช้งานก็มักจะนิยมมองหามาตรฐานน้ำมันเครื่องหลัก ๆ อยู่ 2 มาตรฐาน คือมาตรฐาน API และมาตรฐาน ACEA แต่มาตรฐานหลัก ที่เหมาะสำหรับยานยนต์ในประเทศไทยโดยเฉพาะรถยนต์ ส่วนมากจะเป็นรถยนต์ในฝั่งของทวีปเอเชีย ดังนั้นมาตรฐานของน้ำมันเครื่องที่ผู้ใช้งานจะนิยมเลือกใช้กัน นั้นก็คือมาตรฐาน API (American Petroleum Institute) ส่วนในมาตรฐาน ACEA (European Automobile Manufacturers’ Association) จะเป็นมาตรฐานที่ถูกออกแบบมาให้รองรับและเหมาะสมกับรถยนต์ในฝั่งของทวีปยุโรป เป็นหลัก โดยความแตกต่างในแต่ละ API โดยข้อมูลของรุ่น API ที่เก่ากว่าสามารถหาอ่านได้ในหัวข้อโพสต์ ความหมายของ API แต่ในปัจจุบัน ปี พ.ศ. 2563 มาตรฐาน API ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาขึ้นมาใหม่อีก 1 มาตรฐาน นั้นก็คือมาตรฐาน API SP โดยจุดเด่นของมาตรฐานของน้ำมันประเภทนี้ มีรายละเอียดที่โดดเด่นและแตกต่างจากมาตรฐานก่อนหน้า โดยสามารถนำมาเปรียบเทียบได้ตามข้อมูล ที่นำเสนอตามตารางด้านล่าง

 

ตารางเปรียบเทียบ จุดเด่นและความแตกต่างของมาตรฐาน API SL (2544) – API SP (2563)

รูป : ตารางเปรียบเทียบจุดเด่นและความแตกต่างในแต่ละ API

 

หมายเหตุ : ตัวอักษร “SI”, “SK” และ “SO” ถูกตัดออกจากลำดับการกำหนดตัวอักษร สำหรับหมวดหมู่บริการ API เนื่องจากเป็นชื่อที่คล้ายกับชื่อย่อของหน่วยงาน หรือชื่อย่อขององค์กรและระบบงานอื่น ๆ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ชื่อย่อ ทั้ง 3 นี้ ไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นชื่อ แทนมาตรฐาน น้ำมันเครื่อง API

 

จากตารางการเปรียบเทียบ

ที่ได้มีการนำเสนอไป จะสังเกตได้ว่า มาตรฐาน API SP จะมีคุณสมบัติที่โดดเด่นและได้คะแนนดีที่สุด ใน3เรื่องหลัก ๆ คือ

1.) การลดปัญหาการชิงจุดระเบิดในรอบความเร็วต่ำ ในหัวข้อ (Low Speed Pre-Ignition) ที่มักจะเกิดปัญหานี้ขึ้นกับเครื่องยนต์ของรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูง ในหลาย ๆ รุ่น หลาย ๆ ยี่ห้อในปัจจุบัน 

2.) การป้องกันการสึกหรอของชิ้นส่วนในเครื่องยนต์เฉพาะจุด อย่างเช่น การสึกหรอของแคมชาร์ป ในหัวข้อ (Cam Wear) ซึ่งจะเป็นอีก 1ชิ้นส่วน ที่มีการสึกหรอ บ่อยและเร็วมาก อันเนื่องมาจากมีการขัดสีเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ที่เครื่องยนต์มีการทำงาน

3.) ประสิทธิภาพด้านการประหยัดพลังงทานเชื้อเพลิง ในหัวข้อ (Fuel Economy) ซึ่งในหัวข้อนี้ จะถือได้ว่าเป็นหัวใจหลัก ที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง สำหรับเครื่องยนต์ หรือยานยนต์รุ่นใหม่ ๆ ในปัจจุบัน ที่ต้องการหาเครื่องยนต์ หรือยานยนต์ที่มีการทำงาน ได้อย่างประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงมากที่สุด เพื่อช่วยลดภาระต้นทุน ด้านการใช้เชื้อเพลิงที่สิ้นเปลือง

รูป : อัตราส่วนผสมของน้ำมันเครื่องกับสารเพิ่มคุณภาพ

 

และจากบทสรุปที่โดดเด่นของแต่ละมาตรฐานของ API ในตารางที่ได้มีการนำเสนอไปนั้น ก็อาจจะเป็นตัวช่วยสำหรับการตัดสินใจ ให้กับผู้ที่กำลังมองหาความแตกต่างของน้ำมันเครื่อง มาตรฐานใหม่ ๆ อย่างเช่นมาตรฐาน API SP แต่สุดท้ายแล้วการเลือกมาตรฐานน้ำมันเครื่อง ก็เป็นเพียงแค่ 1 หัวข้อ ที่จะเป็นหัวข้อสำหรับการนำไปพิจารณาเลือกน้ำมันเครื่อง เพราะเรื่องของความแตกต่างของน้ำมันเครื่อง สิ่งสำคัญหลัก ๆ ที่ควรให้ความใส่ใจมากกว่าคำว่ามาตรฐานของน้ำมันเครื่อง นั้นก็คือเรื่องวัตถุดิบหลัก ที่ใช้สำหรับทำเป็นน้ำมันเครื่อง (BASE OIL) เพราะในน้ำมันเครื่องแต่ละแกลลอน จะมี BASE OIL เป็นน้ำมันตั้งต้น ในปริมาณ เฉลี่ยที่ 85-90% หรือปริมาณ 3.4-3.6 ลิตร ในแกลลอนน้ำมันเครื่องขนาด 4 ลิตร และที่เหลือจะเป็นเพียงแค่มาตรฐานของน้ำมันเครื่องหรือสารสารเพิ่มคุณภาพ เท่านั้น

แต่หากจะเป็นการดีกว่าหรือไม่ หากผู้ใช้งาน เมื่อสามารถเลือกมาตรฐานของน้ำมันเครื่องที่ต้องการได้แล้ว ก็ยังได้น้ำมันเครื่องที่ผลิตมาจากวัตถุดิบหลักเกรดสังเคราะห์แท้ ๆ หรือ BASE OIL III ของแท้ เกรดนำเข้ามาทั้งแกลลอน ซึ่งในปัจจุบัน ผู้ใช้งานก็ไม่จำเป็นที่ต้องไปหาน้ำมันเครื่องเกรดสังเคราะห์แท้ ที่มีการนำเข้ามาแท้ ๆ ที่ไหน เพราะเราอยู่รอบ ๆ รถของคุณ https://www.skzicthailand.com/home/

 

Peerapong Piyakiratipong

Comments are closed.