อีโค สติ๊กเกอร์คืออะไร ?

อีโค สติ๊กเกอร์คืออะไร ?

ECO Sticker ยังคงเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทยและเอเชีย แต่ในหลาย ๆ ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา และประเทศในยุโรปได้มีการใช้กันมาก่อนแล้ว นอกจากนี้ยังมีภาษีสรรพสามิตใหม่สำหรับยานยนต์ หลายคนคงอาจสงสัยว่าสิ่งเหล่านี้ เกี่ยวข้องกันอย่างไรและมีดำเนินการได้อย่างไร

วัตถุประสงค์ของ Eco Sticker

ตามมติของรัฐบาลเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2555 เรื่องภาษีสรรพสามิตใหม่ (ภาษี CO2) กระทรวงอุตสาหกรรม (MOI) ได้รับมอบหมายให้กำหนดกฎระเบียบสำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ และผู้นำเข้าเพื่อใช้ ECO Sticker ซึ่งจะแสดงอัตราการใช้เชื้อเพลิง และคาร์บอนที่จะควบคุมในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ดังนั้น MOI จึงได้ร่วมมือกับ กระทรวงการคลัง (MOF)ในการพัฒนาแอพพลิเคชั่น Cloud Base สำหรับ ECO Sticker ที่จะนำไปสู่การเคลื่อนไหวที่ยั่งยืนในยานยนต์ทุกประเภทนอกจากนี้หน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลนี้เพื่อตรวจสอบและคำนวณภาษี CO2 ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 มกราคม 2559

ประโยชน์ของ ECO Sticker

1. การพัฒนายานยนต์นำไปสู่การใช้ยานยนต์อย่างยั่งยืน ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบข้อมูลจำเพาะของรถแต่ละคันจาก ECO Sticker ในแง่ของความสะอาดความประหยัดและความปลอดภัยในการตัดสินใจซื้อรถจากการใช้ภาษี CO2 อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง และมาตรฐานความปลอดภัยล้วนแต่เป็นแรงจูงใจให้ผู้ผลิตรถยนต์พัฒนาข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์เท่ากับรถยนต์ที่ขายในประเทศชั้นนำ เช่น ญี่ปุ่น ยุโรป ออสเตรเลีย หรือ สหรัฐอเมริกา สิ่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในท้องถิ่นเท่านั้น ที่สามารถจะเป็นเจ้าของรถยนต์ที่มีระดับความสะอาดในการปล่อยมลพิษ และความปลอดภัยในระดับสูง แต่ยังส่งเสริมต่อการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ในท้องถิ่นเช่นเดียวกับในประเทศชั้นนำเหล่านั้น

หลังจากประกาศใช้ระบบ ECO Sticker พร้อมกับภาษี CO2ในปี 2555 แล้ว ผู้ผลิตยานยนต์ส่วนใหญ่ ได้พัฒนาเทคโนโลยีและเริ่มแนะนำรถยนต์ที่มีการใช้เชื้อเพลิงน้อย ต้องลดการปล่อย CO2 ลง และติดตั้งระบบ ABS และ ESC ลงไปในมาตรฐานของรถ

2. เสริมสร้างความเป็นมิตรให้กับสิ่งแวดล้อม และมีความปลอดภัยควบคู่กันไปในประเทศไทยระบบ ECO Sticker และภาษี CO2 ถูกนำมาใช้ร่วมกันเพื่อสนับสนุนผู้บริโภค เพื่อค้นหาการใช้เชื้อเพลิง อย่างมีประสิทธิภาพ (โดยอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงอ้างอิงพื้นที่รวมในเขตเมือง และนอกเมือง) การปล่อยไอเสียที่ต่ำ (ตามมาตรฐาน EURO 4,  EURO 5 และ  EURO 6) และมาตรฐานความปลอดภัยของรถยนต์ (ระบบเบรกมาตรฐาน ABS และ ESC) และการปกป้องผู้โดยสารในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (มาตรฐานการปกป้องผู้โดยสารจากการชนด้านหน้าและด้านข้าง)

3. การส่งเสริมความเป็นกลางสำหรับผู้บริโภค เมื่อผู้ประกอบการและมีกำหนดการชำระภาษีผ่านระบบ ECO Sticker ผู้บริโภคสามารถนำไปตรวจสอบความโปร่งใสได้โดย

– 1) ECO Sticker ช่วยให้ผู้บริโภคในท้องถิ่นสามารถเข้าถึงข้อมูลยานพาหนะด้วยมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลจำเพาะของรถแต่ละคัน ก่อนตัดสินใจที่จะซื้อสิ่งนี้จะช่วยปกป้องผู้บริโภคจากการโฆษณาเกินจริง และให้ความเป็นธรรมกับผู้บริโภคหากมีการศึกษาข้อมูลผ่านใบ ECO Sticker ที่จะมีติดมากับตัวรถในทุกรุ่น ทุกคัน

– 2) ระบบ ECO Sticker มอบความเป็นธรรมให้แก่ผู้ผลิตรถยนต์ทุกราย ในการแข่งขันคุณสมบัติของยานพาหนะ บนมาตรฐานเดียวกันและมีการตรวจสอบและการรับรองมาตรฐานทั้งหมด โดย

• ทดสอบในห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 17025

• มีวิศวกรจาก สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (TISI) หรือหน่วยบริการด้านเทคนิคที่ได้รับการรับรองจากประเทศสมาชิกของ UN WP29 เพื่อตรวจสอบตลอดการทดสอบ

• การรับรองจาก สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (TISI) และ / หรือประเทศสมาชิกของ UN และประทับตราด้วยเครื่องหมาย E

– 3) ระบบ ECO Sticker เชื่อมต่อกับการทดสอบ คุณสมบัติของยานพาหนะเหล่านั้นและนำไปสู่การคำนวณอัตราภาษีที่แม่นยำและชัดเจนบนพื้นฐานของข้อมูลเดียวกัน ซึ่งผู้ซื้อสามารถตรวจสอบข้อมูลการชำระภาษีทั้งหมดได้ และข้อมูลที่ผู้ซื้อได้รับจากผู้ขาย จะเป็นข้อมูลเดียวกับที่ปรากฏบน ECO Sticker

– 4) ความสำเร็จของระบบรัฐบาลในรูปแบบดิจิทัลระบบปฏิบัติการเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน ECO Sticker และภาษี CO2 เป็นระบบไอทีที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเป็นระบบสื่อสารของภาครัฐในภาคอุตสาหกรรม และภาครัฐผ่านระบบคลาวด์นี่คือระบบเบื้องต้น ที่จะนำภาครัฐเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

ระบบ ECO Sticker นี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) ที่ออกแบบระบบ Cloud Based Application เพื่อความสะดวกรวดเร็วนี่คือต้นแบบในการพัฒนาระบบดิจิทัล อื่น ๆของรัฐบาล อีกเช่นกัน

ตัวอย่างใบ ECO Sticker ที่จะติดมากับรถ

ตารางภาษีสรรพสามิตสำหรับรถใหม่

ที่มา : นิตยสารฟอร์มูลา,กระทรวงการคลัง

ECO Sticker ถูกออกกฎมาว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 เป็นต้นไป ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าจะต้องติดไว้ที่รถยนต์ใหม่ทุกคัน ก่อนส่งรถยนต์คันนั้น ไปยังผู้จำหน่ายรถยนต์ สถานที่จัดแสดงรถยนต์ หรือสถานที่จำหน่ายรถยนต์ ป้ายแสดงข้อมูล อีโค สติ๊กเกอร์ จะประกอบด้วยข้อมูลคุณลักษณะ คุณสมบัติ และสมรรถนะของรถยนต์ตามมาตรฐานสากลของ สหประชาชาติ (United Nation-UN) ได้รับการตรวจสอบและรับรองโดยประเทศภาคีสมาชิก UN WP29 และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ซึ่งรถที่ผลิตหลังวันที่ 1 มิถุนายน 2558 ทุกคัน ผู้ผลิตจะต้องติด อีโค สติ๊กเกอร์ไว้บนรถยนต์ เพื่อแจ้งข้อมูลรถยนต์ตามมาตรฐานสากล ตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ผู้บริโภคและประชาชนทั่วไป ได้รับข้อมูลสมรรถนะรถยนต์ที่เที่ยงตรง โปร่งใส และเป็นมาตรฐานเดียวกัน สามารถนำไปเปรียบเทียบคุณสมบัติของรถยนต์ในแต่ละรุ่น เพื่อประโยชน์ต่อการพิจารณาเลือกซื้อรถยนต์ ต่อไป

ถึงอย่างไรก็ตาม จะยกเว้นให้กับรถยนต์ที่ ตกรุ่น หรือรถยนต์ค้างสต๊อก หมายถึงรถยนต์รุ่นที่ผลิตในประเทศได้ยุติสายการผลิต หรือรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศ ตั้งแต่ก่อนวันที่ 1 มิถุนายน 2558 ไม่จำเป็นต้องติดสติ๊กเกอร์ นี้ ซึ่งผู้บริโภคทั่วไปสามารถที่จะเข้าไปตรวจสอบข้อมูล ECO Sticker ของรถ รุ่นที่กำลังจะเลือกซื้อได้ว่า มีอัตราการเรียกเก็บภาษี จากการที่รถปล่อยค่าไอเสีย CO2 ออกมา คิดเป็นจำนวนเงินกี่บาท จากราคาจริงของรถ เพื่อที่จะได้เป็นข้อมูลในการเปรียบเทียบว่า จะซื้อคันต่อไป ปริมาณการปล่อยไอเสีย CO2 ของรถนอกจากจะมีผลกระทบกับบรรยากาศแล้ว ก็มีผลต่อราคาขายของตัวรถเช่นกัน ผ่านทางเว็บไซต์ที่แนะนำ ตามลิงค์แนะนะด้านล่าง

http://www.car.go.th/new/compareCar?TranId=กรุณาเลือก

 

ขอบคุณที่มาของข้อมูล

http://www.car.go.th/new/
http://thaiauto.or.th/2012/news/news-detail.asp?news_id=3188

Technical Dept.

Comments are closed.