สาเหตุและปัญหาของแบริ่งหรือชาร์ปละลาย สามารถเกิดขึ้นจากอะไรได้บ้าง ?

สาเหตุและปัญหาของแบริ่งหรือชาร์ปละลาย สามารถเกิดขึ้นจากอะไรได้บ้าง ?

ปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นกับเครื่องยนต์ โดยมีสาเหตุและปัจจัยต่าง ๆ ที่ เป็นบ่อเกิดของปัญหา แต่เป็นสิ่งที่ผู้ใช้งานรถในทุก ๆ ท่านมักจะมองข้ามไป นั้นก็คือ การดูแลบำรุงรักษา การเช็คระยะ ตามที่ได้มีการกำหนด และการใช้งานรถ หรืออุปกรณ์ นั้น ๆ อย่างถูกต้อง ถูกวิธี

ดังนั้น ผู้เขียนจึงได้มีการรวบรวมปัญหาและสาเหตุ ของความน่าจะเป็นต่าง ๆ ที่อาจจะเป็นต้นเหตุของปัญหา แบริ่งหรือชาร์ปละลาย ว่ามีความน่าจะเป็นจากสาเหตุใดได้บ้าง แต่ในข้อมูลทั้งหมดที่ผู้เขียนได้มีการรวบรวมไว้ ปัญหาในเรื่องของการหล่อลื่นถือได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญมากที่สุด เพราะเมื่อการหล่อลื่นที่ไม่เหมาะสม จนเกิดเป็นปัญหาการขัดสีกัน ระหว่างเพลาข้อเหวี่ยงกับแบริ่งหรือชาร์ป รวมกับสาเหตุการระบายความร้อนที่ไม่เหมาะสม จนเป็นต้นเหตุของปัญหาทุก ๆ อย่าง โดยผู้เขียน ได้มีการรวบรวมรายละเอียดของข้อมูลไว้ ดังนี้

1.  รู้หรือไม่  แบริ่งหรือ(ชาร์ป) และพื้นที่บริเวณหน้าสัมผัสของเพลาข้อเหวี่ยง ไม่ได้มีการสัมผัสกันโดยตรง

 

รูป เพลาข้อเหวี่ยง

 

รูป เพลาข้อเหวี่ยงพร้อมประกับแบริ่ง

 

ปกติเพลาข้อเหวี่ยง และแบริ่งหรือ(ชาร์ป) จะมีระยะห่างหรือช่องว่างระหว่างกัน เพื่อที่จะใช้เป็นพื้นที่ ๆ จะให้นํ้ามันหล่อลื่นสามารถที่จะเข้าไปทำหน้าที่ในการหล่อลื่น และระบายความร้อน โดยในปัญหาส่วนใหญ่ที่มักจะเกิดขึ้นกับ แบริ่งหรือ(ชาร์ป)มักจะเกิดจากการที่นํ้ามันหล่อลื่นไม่สามารถเข้าไปหรือหล่อลื่นหรือระบายความร้อนในส่วนนั้นได้ โดยไม่ว่าจะด้วยเพราะสาเหตุใดก็ตาม และเมื่อมีการสัมผัสกันโดยตรงระหว่างเพลาข้อเหวี่ยงพร้อมประกับแบริ่งก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเป็นความร้อน และเมื่อมีความร้อนเพิ่มขึ้นสูง จนถึงจุด ๆ หนึ่ง ก็จะทำให้วัสดุตรงจุดที่เป็นเหล็ก เกิดการอ่อนตัวและง่ายต่อการเกิด เป็นปัญหาการละลายตามมา จนเป็นที่มาของภาษาช่าง ที่นิยมเรียกปรากฏการที่เกิดขึ้นกับจุด ๆ นี้ว่า  แบริ่งหรือชาร์ปละลายนั่นเอง

 

2.  ขั้นตอนในการประกอบชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ จะต้องมีระยะclearanceที่ถูกต้อง น้ำหนักแรงขันที่ถูกต้องการเลือกอุปกรณ์ ชิ้นส่วนต่าง ๆ เช่น แบริ่ง หรือขนาดท่อลำเลียงน้ำมันหล่อลื่นที่ถูกต้อง

รูป พื้นที่ช่องว่างระหว่างแบริ่ง กับเพลาข้อเหวี่ยง

 

การใช้งานของเครื่องยนต์โดยปกติจะมีการนับอายุการทำงาน ซึ่งหากเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้สำหรับใส่กับยานยนต์ที่เป็นรถยนต์จะมีการนับการทำงานเป็นระยะทาง หน่วยเป็น กิโลเมตร ถ้าเป็นเป็นเครื่องยนต์สำหรับใส่กับเรือ จะมีการวัดการทำงานเป็นระยะทางไม่ได้ จึงนิยมนับการทำงานเป็น ชั่วโมงการทำงานของเรือ และเมื่อเครื่องยนต์มีการทำงานหรืออายุการใช้ทำงาน ที่ถึงระยะเวลาที่ต้องมีการบำรุงรักษา เช่น การเปลี่ยนถ่ายสารหล่อลื่น การเปลี่ยนชุดอุปกรณ์ที่เสื่อมสภาพลง เช่น กรองน้ำมันเครื่อง  กรองอากาศ กรองแอร์  กรองเชื้อเพลิง ฯลฯ  ซึ่งการบำรุงรักษาที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงแค่การบำรุงรักษาในเบื้องต้น หรือการบำรุงรักษาตามระยะทางที่กำหนดเท่านั้น

แต่ถ้าเครื่องยนต์มีการใช้งานมามาก จนถึงระยะที่ต้องมีการดูแลบำรุงรักษาตามรอบ แบบชุดใหญ่ ก็จำเป็นที่จะต้องมีการ ถอด-รื้อ เครื่องยนต์ออกมา เพื่อทำการเปลี่ยนแปลง ซ่อมบำรุงอุปกรณ์ภายในต่าง ๆ เช่น การคว้าน – การตีปลอกกระบอกสูบ เปลี่ยนลูกสูบ เปลี่ยนแบริ่งต่าง ๆ เปลี่ยนปะเก็นต่าง ๆ เป็นต้น

แต่หากมีการ  ถอด-รื้อ อุปกรณ์เหล่านั้น ออกมาเพื่อการซ่อมบำรุงใหญ่ ก็จำเป็นที่จะต้อง มีการทำโดยช่างผู้ชำนาญการ เพราะสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต้องมีขั้นตอนการปฏิบัติที่ถูกต้อง ทำตามคู่มือหรือตามมาตรฐานที่เครื่องยนต์รุ่นนั้น ๆ กำหนดไว้  ตั้งแต่แรงขันที่เหมาะสม การเลือกเบอร์ของอะไหล่ที่เหมาะสม เช่น เบอร์ของแบริ่ง ที่ช่างหลายท่านมักจะบอกกันว่า เลือกตามสี เลือกตามรหัสที่เพลาข้อเหวี่ยงระบุไว้ เป็นต้น เพราะนั้นหมายความว่า หากในการประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ภายในเครื่องยนต์ มีการเลือกใช้อุปกรณ์ที่ผิดเบอร์ ใช้แรงขันน็อตที่ไม่หมาะสม เช่น แน่นมากเกินไป หลวมมากเกินไป อาจจะส่งผลต่อการทำงานที่ผิดปกติต่อเครื่องยนต์ได้ เช่น เกิดเป็นปัญหาแบริ่งหรือชาร์ปละลาย เป็นต้น

เพราะภายในเครื่องยนต์จะมีรายละเอียดของช่องว่างของclearanceต่าง ๆ ที่ละเอียดมาก ๆ เช่น ระยะช่องว่างนํ้ามันหล่อลื่นของแบริ่ง และท่อที่ใช้สำหรับลำเลียงนํ้ามันหล่อลื่นในระบบ โดยถ้ายิ่งท่อสำหรับที่ใช้ลำเลียงนํ้ามันหล่อลื่นมีขนาดที่ใหญ่ ก็จะยิ่งทำให้นํ้ามันหล่อลื่นไหลผ่านแบริ่งได้สะดวก โดยระยะช่องว่างที่เหมาะสมจะมีเปลี่ยนแปลงไป ตามขนาดของเครื่องยนต์ในแต่ละประเภท

แต่ขนาดที่มักพบบ่อย ๆ คือ ประมาณ 0.04 mm (0.0015 นิ้ว) และเมื่อแบริ่งมีการสึกหรอ ระยะของช่องว่างในการใช้ ลำเลียงนํ้ามันหล่อลื่นก็จะมขนาดที่โตมากขึ้น ปริมาณการไหลของนํ้ามันหล่อลื่นผ่านแบริ่ง และถูกเหวี่ยงออกก็จะเพิ่มได้มากขึ้น เช่น ถ้าระยะช่องว่างเป็น 0.08 mm (0.003 นิ้ว) ปริมาณการไหลของนํ้ามันหล่อลื่น ก็จะเพิ่มเป็น 5 เท่า และถ้าระยะช่องว่างเป็น 0.15 mm (0.006 นิ้ว) ปริมาณการไหลของนํ้ามันหล่อลื่นก็จะเพิ่มเป็น 25 เท่า เป็นต้น

และนี่ยังไม่รวมถึงเครื่องยนต์ที่มีการดัดแปลงต่าง ๆ เช่น การเพิ่มขนาดความจุของกระบอกสูบ การใส่อุปกรณ์ตกแต่ง เพื่อประโยชน์ในด้านของการเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องยนต์รถให้สูงขึ้น โดยหากในการประกอบเครื่องในแต่ละครั้ง ลืมคำนึงถึงเรื่องต่าง ๆ ตามที่กล่าวมานี้ในข้างต้น ก็อาจจะเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ความสามารถในการลำเลียงนํ้ามันหล่อลื่น เกิดความไม่สมดุล และเกิดเป็นความผิดพลาดของระบบได้ และอีกหนึ่งสาเหตุของทุกปัญหา

ในการทำงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานประกอบประเภทใดก็ตาม ไม่ว่าช่างจะมีความชำนาญมากในระดับไหนก็ตาม แต่คำว่า Human error ก็มักจะเกิดขึ้นกับ ตัวบุคคลหรือช่างได้เสมอ ซึ่งอาจจะเป็นที่มา ของปัญหาในจุดเล็ก ๆ ที่หลาย ๆ คนอาจจะมองข้าม เพราะเชื่อในประสบการณ์การทำงานของตนเอง จนลืมมองถึงความถูกต้อง ความเหมาะสม และความน่าจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุในการเกิดขึ้น ของปัญหาในการทำงานลักษณะนี้ จนสุดท้ายทำให้เกิดเป็นปัญหาในระบบต่าง ๆ ตามมา เช่น ปัญหาแบริ่งหรือชาร์ปละลาย เป็นต้น

 

3.  มีการดัดแปลงอุปกรณ์ เลือกใช้อุปกรณ์ที่ผิดไปจากมาตรฐาน หรือมีการใช้อุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ตามที่รถยนต์รุ่น นั้น ๆ กำหนด

 

รูป พูลเลย์เพลาข้อเหวี่ยง ที่หน้าเครื่องยนต์

 

รูป พูลเลย์แต่ง

 

ในปัจจุบัน ชิ้นส่วนของรถยนต์ในรุ่นและยี่ห้อต่าง ๆ มักจะมีการผลิตอุปกรณ์ชิ้นส่วนออกมา เลียนแบบเพื่อที่จะชู จุดเด่นที่แตกต่างกัน เช่นทำให้อุปกรณ์มีน้ำหนักเบามากขึ้นกว่าเดิม มีขนาดที่พิเศษมากกว่าขนาดปกติตามมาตรฐาน มีความสวยงามที่มากกว่า หรือแม้แต่การเพื่อประสิทธิภาพในการสร้างขุมพลังให้ดีขึ้นกว่าเดิม หรือมากขึ้นกว่าอุปกรณ์เดิมที่ติดมากับรถยนต์ แต่ในข้อดี ย่อมมีมาพร้อมกับปัญหา เพราะอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่กล่าวมานั้น ถ้าเป็นชิ้นส่วนที่ผลิตออกมาตามมาตรฐาน หรือมีการรับรอง ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีไป แต่โดยส่วนมากอุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านั้น มักที่จะไม่ได้การรับรองมาตรฐานใด ๆ จากผู้ผลิต เช่น พูลเลย์ดัดแปลง ซึ่งโดยปกติแล้วอุปกรณ์ที่เป็นพูลเลย์จะเป็นตัวที่รับกำลังมาจากเครื่องยนต์โดยตรง และมีการส่งกำลังงานไปตามจุดต่าง ๆ โดยผ่านอุปกรณ์ส่งกำลัง เช่น สายพานที่บริเวณด้านหน้าของเครื่องยนต์ แต่ถ้าพูลเลย์ดัดแปลงชิ้นนั้น ไม่มีการปรับแต่งในเรื่องของน้ำหนักให้มีการสมดุล หรือปรับแต่งจุดศูนย์ถ่วงให้เหมาะสม (รวมเรียกว่าบาลานซ์) ก็จะทำให้การทำงานของ พูลเลย์ไปกระทบต่อการทำงานของเพลาข้อเหวี่ยง ที่มีการเชื่อมโยงไปถึงก้านสูบ ประกับก้านสูบ แบริ่งก้านสูบ แบริ่งเพลาข้อเหวี่ยง เป็นต้น จนอาจจะทำให้ภายในระบบของเครื่องยนต์เกิดการขัดสีที่ผิดจังหวะ และเกิดเป็นความร้อนสะสม จนเป็นปัจจัยเสี่ยง ที่อาจจะทำให้เกิดการขัดสีจนเป็นที่มาของปัญหา แบริ่งหรือชาร์ปละลายได้ เช่นกัน

 

4.  เลือกใช้น้ำมันเครื่องไม่มีคุณภาพ หรือน้ำมันเครื่อง (ปลอม)

 

รูป น้ำมันเครื่องปลอม

http://community.headlightmag.com/index.php?topic=59569.0

 

เป็นสาเหตุ ต้น ๆ ที่ผู้ใช้งานรถ ทุก ๆ ท่านอาจจะคิดได้ก่อนเป็นอันดับแรก หากเกิดปัญหาใด ๆ กับเครื่องยนต์ ว่าอาจจะมีผลมาจากระบบหล่อลื่น หรือน้ำมันเครื่องในเครื่องยนต์นั่นเอง โดยน้ำมันเครื่องโดยทั่วไปจะมีคุณสมบัติที่ใช้ สำหรับการหล่อลื่น ระบายความร้อน ป้องกันการขัดสี และป้องกันการสึกหรอ จากการขัดสี แต่ถ้าน้ำมันเครื่องที่ไม่มีคุณสมบัติตามที่กล่าวมานี้ หรือไม่สามารถทำหน้าที่ของน้ำมันเครื่องได้อย่าง สมบูรณ์แบบน้ำมันเครื่องเหล่านั้นจะเข้าข่ายทันทีว่า เป็น น้ำมันเครื่องปลอม ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็มีข่าวการจับกุม ผู้ลักลอบผู้ผลิตน้ำมันเครื่องปลอมได้อย่างต่อเนื่อง และน้ำมันเครื่องปลอมมันคืออะไร และจะมีผลเสียอะไรที่จะเกิดขึ้นกับเครื่องยนต์หากเรามีการนำน้ำมันเครื่องปลอมเหล่านี้ไปใช้

น้ำมันเครื่องปลอม โดยส่วนใหญ่จะเป็นน้ำมันเครื่องเก่า ที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว หรือน้ำมันในงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เสื่อมคุณสภาพแล้ว มาผ่านกระบวนการ ทำให้สภาพของน้ำมันกลายสภาพเหมือนน้ำมันใหม่ ด้วยการคัดแยกเศษตะกอนและสิ่งสกปรกที่ปนอยู่ในน้ำมัน เหล่านั้นออก ด้วยกรรมวิธีต่าง ๆ เช่น ผ่านการแยกตะกอน ด้วยเครื่องแยกตะกอนประเภท เครื่องหมุนเหวี่ยงที่มีแรงเหวี่ยง เซนทริฟิวส์ เป็นต้น ทำให้น้ำมันมีลักษณะใสเหมือนใหม่ แต่น้ำมันที่มีลักษณะเหมือนใหม่นี้ จะไม่มีคุณสมบัติในการหล่อลื่นหรือปกป้องเหลืออยู่เลย เพราะมันคือน้ำมันเครื่องเก่าที่เสื่อมสภาพแล้วนั่นเอง แล้วพอมีการนำน้ำมันเครื่องประเภทนี้ ไปใช้กับเครื่องยนต์ และเมื่อเครื่องยนต์มีอุณหภูมิที่สูงขึ้นจากการใช้งานน้ำมันเครื่องที่ไม่มีคุณสมบัติในการปกป้องใด ๆ เหลืออยู่เลย ก็จะไม่มีคุณสมบัติการหล่อลื่น และไม่มีคุณสมบัติในการปกป้องชิ้นส่วนจากการขัดสี ทำให้เหล็กกับเหล็กเมื่อเกิดการขัดสีกัน ทำให้เกิดความร้อน และเมื่อมีความร้อนเกิดขึ้นและน้ำมันเครื่องไม่มีคุณสมบัติที่ดีในการหล่อลื่น หรือระบายความร้อนเลย ก็จะเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดปัญหากับจุดที่มีความจำเป็นต้องมีการหล่อลื่น ลดการขัดสี และต้องการ การระบายความร้อนมากที่สุด เช่น จุดที่เป็น แบริ่งหรือ(ชาร์ป)จนทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา เช่น เกิดปัญหาแบริ่งหรือ(ชาร์ป) ละลาย ตามมา

 

5.  ปั๊มน้ำมันเครื่องสึกหรอหรือไม่เหมาะสม จนส่งผลต่อประสิทธิภาพ การสร้างแรงดันน้ำมันเครื่องที่จะส่งน้ำมันเครื่องไปหล่อลื่นในระบบต่าง ๆ

 

รูป ปั๊มน้ำมันเครื่อง

 

ปั๊มน้ำมันเครื่องโดยปกติจะมีอายุการใช้งานของตัวอุปกรณ์เองอยู่ โดยที่จะมีระยะเวลาของการใช้งานเป็นตัวคอยกำหนดถึงสภาพความสมบูรณ์ของชิ้นส่วน ก่อนที่จะชำรุด สึกหรอ แต่มันก็ไม่ได้จะมีการชำรุด สึกหรอ กันอย่างง่าย ๆ แม้จะมีอายุการใช้งานที่มากแล้วก็ตาม แต่ถ้าปั๊มน้ำมันเครื่องเกิดการชำรุด สึกหรอ ขึ้นมา โดยส่วนใหญ่จะมีสาเหตุ หรือปัจจัยมาจากสภาพการใช้งาน และอายุการใช้งานของรถยนต์ และการเลือกใช้น้ำมันเครื่องที่มีคุณภาพต่ำ หรือชอบยืดอายุการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องบ่อย ๆ จนทำให้ประสิทธิภาพของน้ำมันเครื่องลดต่ำลง เป็นผลทำให้ การส่งผ่านน้ำมันเครื่องไปในระบบหล่อลื่นต่าง ๆ ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จนเกิดเป็นปัญหาต่าง ๆ ตามมา เช่น ปัญหาของแรงดันน้ำมันเครื่องตก

โดยปกติจะมีการเตือนผ่านระบบของเครื่องยนต์ เช่น ไฟรูปเครื่องยนต์ที่จะขึ้นโชว์ที่หน้าเรือนไมล์ของรถยนต์คันนั้น ๆ เพื่อเป็นการบ่งบอกถึงปัญหาว่ามีปัญหาเกิดขึ้นกับระบบของเครื่องยนต์ และสาเหตุของปัญหาก็มีที่มาจากปั๊มน้ำมันเครื่อง ถ้าปั๊มน้ำมันเครื่องไม่สามารถสร้างแรงดันของน้ำมันเครื่องให้เพียงพอต่อความต้องการของรอบเครื่องยนต์ได้ ยิ่งถ้ามีการใช้ความเร็วรอบของเครื่องยนต์ที่ต่ำ และปั๊มน้ำมันเครื่องไม่มีความสามารถ ที่จะสร้างแรงดันน้ำมันเครื่องให้เพียงพอต่อความต้องการของรอบเครื่องยนต์ ก็จะมีโอกาสที่จะทำให้เครื่องยนต์เกิดการพัง เสียหายได้ แต่ในกรณีกลับกัน หากระยะช่องว่างของน้ำมันเครื่องที่บริเวณแบริ่งมีขนาดโตเกินไป ก็จะมีผลเสียกับอย่างอื่นอีก คือ แบริ่งบางอันอาจจะขาดนํ้ามันหล่อลื่นได้ เพราะว่าปั๊มน้ำมันเครื่องสามารถส่งนํ้ามันได้ในปริมาณที่จำกัด ส่วนมากนํ้ามันหล่อลื่นจะไหลผ่านไปยังแบริ่งอันที่อยู่ใกล้ที่สุดก่อน ทำให้แบริ่งในตำแหน่งที่อยู่ห่างออกไป ขาดนํ้ามันหล่อลื่นสำหรับไปหล่อลื่น แต่ถ้า ระยะช่องว่างของนํ้ามันหล่อลื่นมีพื้นที่ ๆ มากจนเกินไป ก็จะส่งผลทำให้ความดันของนํ้ามันหล่อลื่นในระบบหล่อลื่น มีความดันที่ตํ่ากว่าเกณฑ์ปกติ ปั๊มน้ำมันเครื่องก็จะไม่สามารถสร้างแรงดันให้กลับมาสูงเท่าเกณฑ์ปกติได้

ในทางตรงกันข้าม ถ้าระยะช่องว่างนํ้ามันหล่อลื่นมีขนาดแคบเกินไป จะทำให้ผิวหน้าของแบริ่งกับแกนเพลาเสียดสีกัน แบริ่งจะสึกหรอและเสียหายเร็วกว่าปกติ  และนํ้ามันหล่อลื่นที่ถูกเหวี่ยงไปหล่อเลี้ยงผนังกระบอกสูบ ลูกสูบ และแหวนสูบจะไม่เพียงพอ จนกระทบไปถึงชิ้นส่วนต่าง ๆ ตามมา และอาจจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา ของการขาดน้ำมันไปหล่อลื่นในชิ้นส่วนที่เป็น แบริ่งหรือเพลาข้อเหวี่ยง จนส่งผลให้เกิดปัญหา แบริ่งหรือชาร์ปละลาย ตามมา

 

6.  ก้นอ่างของน้ำมันเครื่องมีการชำรุด ยุบ บุบ หรือรั่ว และฝักบัวที่ใช้สำหรับดูดน้ำมันเครื่อง มีการอุดตัน

 

รูป ฝักบัวสำหรับดูดน้ำมันเครื่อง

 

รูป ก้นอ่างน้ำมันเครื่องบุบ

http://jeerajoe.blogspot.com/2016/03/blog-post_6.html

 

รูป การทำงานของระบบหล่อลื่น (น้ำมันเครื่อง)

 

ฝักบัวดูดน้ำมันเครื่อง มีหน้าที่สำหรับดูดน้ำมันเครื่องให้ขึ้นมาหล่อลื่นในระบบต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ โดยจะมีการดูดน้ำมันเครื่องขึ้นมาจากอ่างน้ำมันเครื่อง ซึ่งจะได้รับแรงที่ใช้สำหรับในการดูดน้ำมันเครื่องมาจากปั๊มน้ำมันเครื่อง โดยฝักบัวจะมีการแช่หัวดูดน้ำมันเครื่องลงไปในอ่างน้ำมันเครื่อง และที่หัวของฝักบัวจะมีลักษณะเป็นคล้ายตะแกรงมุ้งลวด เพื่อกันสิ่งแปลกปลอม จากนั้นน้ำมันเครื่องที่ดูดขึ้นมา ก็จะมีการผ่านไส้กรองของน้ำมันเครื่อง เพื่อกรองตะกอนหรือเศษการสึกหรอต่าง ๆ ที่มีอนุภาคใหญ่ เพื่อไม่ให้หลุดเข้าไปในระบบการหล่อลื่น จากนั้นก็จะมีการส่งผ่านน้ำมันเครื่องไปตามท่อส่งน้ำมันต่าง ๆ สำหรับใช้ในการหล่อลื่นชิ้นส่วนต่าง ๆ ต่อไป

 

แต่ถ้าหากฝักบัวดูดน้ำมันเครื่องมีการอุดตันเกิดขึ้น ก็จะเป็นอีกหนึ่งเหตุผล ที่จะทำให้น้ำมันเครื่องไม่สามารถที่จะถูกดูดขึ้นไปหล่อลื่นตามส่วนต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม หรือแม้แต่พื้นที่ของอ่างน้ำมันเครื่องหากมีการ ชำรุด บุบ หรือยุบ และมีการไปกระทบต่อฝักบัวดูดน้ำมันเครื่อง หรือท่อส่งน้ำมันเครื่องให้มีการ ขด งอ บุบ บี้ ก็อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้น้ำมันเครื่อง ไม่สามารถไหลผ่านไปยังระบบหล่อลื่นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จึงอาจจะเป็นต้นเหตุของปัญหา ที่ทำให้น้ำมันเครื่อง ไม่สามารถเข้าไปหล่อลื่นในระบบหล่อลื่น และระบายความร้อนได้อย่างเพียงพอ จึงทำให้ชิ้นส่วนที่ต้องมีการขัดสี และเกิดความร้อนสูงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหากในระบบ ไม่มีการหล่อลื่นเพื่อป้องกันการขัดสี และไม่มีการระบายความร้อนที่เหมาะสม อาจจะเป็นสาเหตุที่จะทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา เช่น ปัญหาแบริ่งหรือชาร์ปละลาย ได้เช่นกัน

 

7.  การดูแลบำรุงรักษา และตรวจสอบระบบของรถในเบื้องต้น รวมถึงสารหล่อลื่นทุกอย่างในระบบ

 

รูป การตรวจสอบรถในเบื้องต้น

 

การตรวจสอบรถก่อนการใช้งานหรือก่อนออกเดินทาง ถือได้ว่าเป็นปัจจัยพื้นฐาน ที่ผู้ขับขี่รถทุกท่านทราบและพึงปฏิบัติกันมาโดยตลอด เพื่อลดปัญหาหรือความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในระบบของเครื่องยนต์ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเช็คระดับลมยาง การตรวจเช็คความผิดปกติของระบบสั่นสะเทือน หรือระบบอื่น ๆ ที่สามารถตรวจสอบได้เองในเบื้องต้น และสิ่งที่จะขาดในการตรวจสอบไปไม่ได้ นั่นก็คือ การตรวจสอบระดับของของเหลวต่าง ๆ ในรถ ทั้งระบบเบรก ระบบระบายความร้อน หรือแม้แต่ระบบของสารหล่อลื่น ทั้งน้ำมันเครื่อง หรือน้ำมันเกียร์ (ยกเว้นในรถบางรุ่นที่จะไม่มีอุปกรณ์บอกระดับน้ำมันเกียร์ติดตั้งมาให้) ถ้ามีการปฏิบัติครบขั้นตอนในเบื้องต้นที่กล่าวมาทุกอย่าง ปัญหาหรือโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาในขณะขับขี่ หรือใช้รถ ก็จะลดลงอย่างแน่นอน

แต่ในปัจจุบันการใช้ชีวิตค่อนข้างจะต้องมีการรีบเร่ง ดังนั้น การใช้งานรถ 1 คัน ผู้ใช้งานจึงละเลย ถึงการใส่ใจในรายละเอียด เช่น การตรวจสอบ ดูแลระบบต่าง ๆ ของรถในเบื้องต้นที่ได้มีการกล่าวมาในข้างต้น และเมื่อมีการนำรถไปใช้จึงมักประสบกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเครื่องยนต์ตามมา เช่น ระบบระบายความร้อนมีปัญหาเพราะน้ำในหม้อน้ำแห้ง ระบบเบรกมีการลื่นไถล หรือเบรกไม่อยู่ เพราะน้ำมันเบรกอยู่ในระดับต่ำหรือเสื่อมสภาพ ระบบการเข้าเกียร์ที่มีเสียง มีอาการกระตุก หรือเข้าเกียร์ไม่ได้เหมือนปรกติ เพราะน้ำมันเกียร์เสื่อมสภาพ หรือมีความสกปรกเกิดขึ้นในระบบเกียร์มากจนเกินไป และปัญหาที่ส่วนใหญ่ที่ทุกคนเจอ และมักจะมองข้ามสาเหตุของปัญหาที่แท้จริงเหล่านั้นไป นั่นก็คือ ปัญหาที่ส่งผลต่อระบบของเครื่องยนต์ เช่น น้ำมันเครื่องมีปริมาณที่ลดลง จนถึงระดับที่ต่ำกว่ามาตรฐาน มีเสียงดังเกิดขึ้นภายในเครื่องยนต์ คล้ายเสียงการขัดสีต่าง ๆ หรือแม้แต่กำลังของเครื่องยนต์ที่ตกลง แต่จะมีใครให้ความสนใจในเรื่องแบบนี้บ้างไหม ว่า ปริมาณของน้ำมันเครื่องที่ลดลงมาก จะมีผลต่อระบบการหล่อลื่นในเครื่องยนต์ระบบการระบายความร้อนในเครื่องยนต์ จนสุดท้ายเกิดเป็นเสียงการเสียดสีในเครื่องยนต์ให้ได้ยิน และระบบที่มักจะมีปัญหามากที่สุด หากการระบายความร้อน และระบบการหล่อลื่นของเครื่องยนต์มีปัญหา นั่นก็คือระบบแบริ่งหรือชาร์ป จนเกิดเป็นปัญหาแบริ่งหรือชาร์ปละลาย ลูกสูบติด ก้านสูบขาด ซึ่งปัญหาทั้งหมด ก็มีสาเหตุมาจากการ ระบายความร้อน และการหล่อลื่นที่ผิดปกติทั้งสิ้น แต่ปัญหาทุกอย่างที่กล่าวมาจะไม่เกิดขึ้น หากผู้ใช้รถทุกท่าน หมั่นตรวจสอบดูแลระบบต่าง ๆ ของรถ โดยเฉพาะระบบหล่อลื่น ที่ถือได้ว่าเป็นหัวใจหลักสำคัญของเครื่องยนต์ให้มีความพร้อม ความสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา ก็จะช่วยลดโอกาสการเกิดปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นลงได้

 

8.  การเลือกน้ำมันเครื่องจากค่าความหนืด และค่าความเป็นสังเคราะห์

 

รูป ความหนืดของน้ำมันเครื่อง

 

การเลือกใช้น้ำมันเครื่องในปัจจุบัน สามารถแบ่งตามเกรดคุณภาพของน้ำมัน โดยในปัจจุบันมีให้เลือกกันอย่างมากมาย ทั้งเกรดสังเคราะห์  เกรดกึ่งสังเคราะห์ หรือเกรด น้ำมันแร่ธรรมดา แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือเบอร์ความหนืดของน้ำมันเครื่องโดยดูจากตัวเลขหลัง w ซึ่งถ้าตัวเลขมีค่าน้อยก็จะบ่งบอกถึงค่าความหนืดที่อุณหภูมิ100 °c ว่าจะมีความหนืดอยู่ที่เท่าไหร่ โดยมีหน่วยเป็น CP (Centipoise)

 

รูป ความหนืดของน้ำมันเครื่อง

 

จากนั้นเมื่อเราทราบว่าความหนืดที่เราต้องการ ใช้ควรเป็นเบอร์อะไร ก็เลือกใส่ได้ตามความต้องการ แต่หลักในการเลือกสินค้าน้ำมันเครื่องของแต่ละคนนั้น ย่อมแตกต่างกัน รถบางคัน พึ่งจะมีอายุการใช้งานไม่ถึง 10,000 km. มีการเปลี่ยนมาใช้น้ำมันเครื่อง เบอร์ 40 หรือรถบางคันมีอายุการใช้งานเกิน 100,000 km. ยังมีการเลือกใช้น้ำมันเครื่องเบอร์ 30  ดังนั้นสิ่งที่อยากจะอธิบายตรงนี้คือ ความเหมาะสมในการเลือกใช้เบอร์ความหนืดให้เหมาะสมกับรถ และการใช้งาน โดยยึดถือตามหลักการง่าย ๆ ว่า ถ้าต้องการน้ำมันที่มีค่าความเป็นสังเคาระห์ ที่มากน้อยแค่ไหน ให้เลือกจากตัวเลขที่หน้า w  ถ้าตัวเลข ยิ่งน้อย ก็จะบ่งบอกถึงค่าความเป็นสังเคราะห์ที่มากกว่า ค่าตัวเลขที่สูง และหากต้องการน้ำมันเครื่อง ที่มีค่าความหนืดมาก น้อย เท่าไหร่ ให้เลือกดูจากตัวเลขหลัง W ตัวเลขยิ่งน้อย ค่าความหนืดยิ่งน้อย กว่าตัวเลขที่มีค่ามาก (น้ำมันค่าความหนืดน้อย เหมาะสำหรับรถที่มีความสมบูรณ์ของน้ำมันเครื่องที่มาก และต้องการประสิทธิภาพของการประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงเป็นสำคัญ)

แต่ถ้าหากเป็นรถที่มีการปรับแต่ง หรือมีการดัดแปลงเครื่องยนต์มา ให้มีสภาพผิดไปจากเดิมตามมาตรฐาน ที่โรงงานได้มีการผลิตออกมา จะใช้เกณฑ์ในการเลือกแบบที่กล่าวไปไม่ได้ เพราะรถที่มีการดัดแปลง หรือปรับแต่งเครื่องยนต์มา จะเน้นประสิทธิภาพไปในเรื่องของ การเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์ให้สูงมากขึ้นกว่าปกติ

ดังนั้นเครื่องยนต์จึงจะต้องมีแรงม้า แรงบิด แรงเฉือนที่เพิ่มสูงมากขึ้น ต่อให้เครื่องยนต์ของรถ มีอายุการใช้งานที่น้อย มีความสมบูรณ์ของเครื่องยนต์ที่มาก ก็ไม่แนะนำให้ใช้น้ำมันเครื่องที่ใส หรือมีความหนืดน้อย ๆ แนะนำให้ควรเลือกใช้น้ำมันที่มีค่าความเป็นสังเคราะห์ในระดับกลาง ๆ และเบอร์ความหนืดเริ่มต้น ที่ประมาณเบอร์ 40 หรือ 50 แล้วแต่อัตรากำลังแรงบิด และความเร็วรอบของเครื่องยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้น ว่ามีจำนวนมากขึ้นแค่ไหน เพราะถ้ามีการเลือกใช้น้ำมันเครื่อง ที่มีความใสมากเกินไป หรือมีความหนืดน้อยมากเกินไป  เมื่อไปใช้กับเครื่องยนต์ของรถ ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่ารถปกติ และรอบของเครื่องยนต์ แรงเฉือน แรงบิด ที่สูงมาก ก็จะทำให้เกิด แรงเฉือนในโมเลกุลของเนื้อน้ำมัน เป็นผลทำให้โมเลกุลของโครงสร้างน้ำมันมีขนาดที่สั้นลงกว่าปกติ ส่งผลให้น้ำมันเครื่อง เกิดความเหลวที่มากขึ้นกว่าเดิม และโอกาสที่น้ำมันเครื่องใส หรือมีค่าความหนืดน้อย ก็จะสามารถทำให้น้ำมันเครื่องเหล่านั้นสามารถที่จะเล็ดลอดเข้าไปในระบบเผาไหม้ได้สูง และเมื่อน้ำมันเครื่องเล็ดลอดเข้าไปในระบบเผาไหม้เรื่อย ๆ จนทำให้น้ำมันเครื่องมีไม่เพียงพอต่อการหล่อลื่น หรือเพียงพอต่อการระบายความร้อน ในระบบของเครื่องยนต์ก็จะทำให้อุปกรณ์ที่ต้องอาศัยการหล่อลื่นและการระบายความร้อนที่ดี เกิดปัญหา เช่น แบริ่งในส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะแบริ่งหรือชาร์ปที่เพลาข้อเหวี่ยง แบริ่งหรือชาร์ปที่ก้านสูบ เมื่อการหล่อลื่นไม่ดี ก็เกิดการขัดสี จนสึกหรอ และเมื่อมีขัดสี จนเกิดเป็นความร้อน การการระบายความร้อนในส่วนนั้น ๆ ก็ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จนทำให้เกิดปัญหา แบริ่งหรือชาร์ปละลาย ความร้อนที่เกิดหากไม่มีการระบายออกได้อย่างทันท่วงที ยังจะส่งผลกระทบไปตามชิ้นส่วนต่าง ๆ ได้อีก เช่น ความร้อนทำให้ลูกสูบเกิดการขยายตัวจนติดกับกระบอกสูบ  และเมื่อลูกสูบติดและยังคงมีแรงดึง จากก้านสูบขาด ก็เป็นสาเหตุที่อาจจะทำให้ก้านสูบขาด จนไปแทงเสื้อสูบให้ทะลุ ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดจากสาเหตุเพียงแค่เลือกความหนืดของน้ำมันเครื่องไม่เหมาะสม หรือน้ำมันเครื่องในระบบหล่อลื่นมีปริมารที่ลดลงมากกว่าปกติ ส่งผลต่อความร้อนขึ้นสูงที่จะเพิ่มสูงขึ้น สุดท้ายจึงทำให้เกิดปัญหาตามที่กล่าวมาทั้งหมด

จากข้อมูลทั้งหมดที่ผู้เขียนได้นำเสนอไป ผู้เขียนก็มีความคาดหวังว่า จะเป็นสื่อกลางของความรู้ เพื่อที่จะให้ผู้ที่สนใจในเรื่องของปัญหา แบริ่งหรือชาร์ป ละลาย นั้นสามารถที่จะใช้เป็นแนวทางในการป้องกันและแก้ไข ในเครื่องยนต์ ก่อนที่ปัญหานั้น ๆ จะเกิดขึ้นกับเครื่องยนต์ที่เราใช้งานกันจริง ๆ จนทำให้ต้องมีการเสียยค่าซ่อม ค่าบำรุงรักษา ค่าอะไหล่ กันอย่างเกินความจำเป็น

 

คำนิยาม

Human error  =  ความผิดพลาดของมนุษย์

Clearance      =  ระยะห่าง, ช่องห่าง

 

ขอขอบคุณ

http://www.auto2drive.com/แบริ่งเครื่องยนต์/

https://sites.google.com/site/karthxdprakxbkheruxngkl/neuxha/bth-thi-5-khorngsrang-laea-swn-prakxb-khxng-kheruxngynt

http://www.focuslab.co.th/pdf/70208How_read_oil_analysis_report.pdf

http://me322crankshaft.blogspot.com/2017/11/crankshaft-material.html

http://www.auto2drive.com/category/การทำงานของเครื่องยนต์/page/17/

https://dict.longdo.com/search/clearance

Technical Dept.

Comments are closed.