ความหมายของ API…

ความหมายของ API…

มาตราฐาน API

คำว่า API ที่หน้าแกลลอนของน้ำมันเครื่อง มีความหมายว่ายังไง มันช่วยบอกอะไรเราได้บ้าง และถ้าเรารู้จักมาตรฐานนี้ มันจะเป็นตัวช่วยอะไร ที่ทำให้เราสามารถเลือกน้ำมันเครื่อง ที่เหมาะสมกับรถของตัวเองได้ไหม นี่ก็คือคำถามที่หลายๆคน อาจจะกำลังมีอยู่ในใจ  ถ้าอย่างนั้น เราไปทำความรู้จักกับคำว่า มาตรฐาน API กันดีกว่าครับ


API หรือ (American Petroleum Institute) แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า สถาบันปิโตรเลียมแห่งอเมริกา คำ ๆ นี้มันก็บอกความหมายของมัน อยู่ในชื่อของมันเองแล้วนะครับว่า สถาบันปิโตรเลียมแห่งอเมริกา แล้วสถาบันปิโตรเลียมแห่งอเมริกา มันมาเกี่ยวข้องอะไรด้วยหละ ?

ถ้าอย่างนั้น ผมจะอธิบายความหมายและเหตุผลของคำ ๆ นี้ให้ลองอ่านกัน ก่อนอื่น ผมขอเรียกชื่อย่อ ๆ ว่า API

API เป็นหน่วยงานด้านปิโตรเลียมของอเมริกา ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมาตรฐานน้ำมันเครื่องก็จะแบ่งตามทวีปของกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์นั้น ๆ เช่น ทวีปยุโรปก็จะมีมาตรฐานน้ำมันเครื่องเป็นของตัวเอง และเขาจะเลือกใช้สินค้าที่มีมาตรฐานเป็น ACEA ทางด้านของฝั่งเอเชีย อย่างประเทศญี่ปุ่น ก็จะมีมาตรฐานน้ำมันเครื่องเป็นของตัวเองเช่นกัน ก็จะใช้มาตรฐานที่มีชื่อว่า JASO แต่เนื่องด้วยในปัจจุบันมาตรฐาน API ถือได้ว่าเป็นมาตรฐานที่ได้รับนิยม และยอมรับของกลุ่มผู้ใช้งานที่มากขึ้น

ดังนั้น มาตรฐาน API จึงถือได้ว่าเป็นมาตรฐานกลางที่ใคร ๆ ก็ยอมรับ และเลือกใช้ โดยมาตรฐาน API จะมีการแบ่งประเภทของรถไว้ ด้วยพยัญชนะภาษาอังกฤษ

ถ้าเป็นมาตรฐานของน้ำมันเครื่องเบนซิน API จะแทนพยัญชนะด้วย “ S ” (Service Spark Ignition) ที่ย่อมาจากลักษณะการทำงานของเครื่องยนต์เบนซิน ที่ต้องมีหัวเทียน ไว้สำหรับสร้างประกายไฟเพื่อไว้ ช่วยในการจุดระเบิด (SPARK = ประกายไฟ)

     ถ้าเป็นมาตรฐานของน้ำมันเครื่องดีเซลจะแทนพยัญชนะด้วย “ C ” (Commercial Service Compression Ignition) ที่ย่อมาจากลักษณะการทำงานของเครื่องยนต์ ดีเซล ที่ไม่มีหัวเทียนไว้สำหรับช่วยในการจุดระเบิด แต่จะอาศัยหลักการ ของการอัดอากาศ ภายในกระบอกสูบจนทำให้เกิดความเครียดของอากาศ และส่งผลทำให้เกิดความร้อนขึ้นภายในกระบอกสูบ และมีการฉีดเชื้อเพลิงเข้าไป เพื่อช่วยในการจุดระเบิด (Compression = การอัด)

คุณสมบัติของน้ำมันเครื่องในแต่ละประเภท จะมีประสิทธิภาพที่โดดเด่นและแตกต่างกันออกไป เพื่อรองรับกับเทคโนโลยีของเครื่องยนต์ของรถ ในปีนั้น ๆ ที่ได้มีการพัฒนาออกมา และมาตรฐาน API ยังถูกพัฒนาออกมา เพื่อรองรับกับเชื้อเพลิงประเภทต่าง ๆ ของรถ และตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค อาทิ การประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงโดยมีปัจจัยสำคัญในเรื่องของมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น และมาตรฐานของน้ำมันเครื่องในแต่ละช่วงปี มีการพัฒนาถึงคุณสมบัติอะไรที่แตกต่างกัน ในเรื่องของอะไร และถูกประกาศให้ใช้ตั้งแต่เมื่อไหร่ น้ำมันเครื่องในมาตรฐานนั้น ๆ จะเหมาะสมกับรถ ของเราหรือไม่ สามารถเทียบได้จากข้อมูลตารางด้านล่าง

 

ขอขอบคุณ (แหล่งที่มา สำนักคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง (ธพ.) พฤศจิกายน 2553)

การพัฒนาชั้นคุณภาพ API สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน 4 จังหวะ

ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน API ได้จำแนกชั้นคุณภาพน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน 4 จังหวะ ไว้ทั้งหมด 12 ชั้นคุณภาพ ได้แก่  SA, SB, SC, SD, SE, SF, SG, SH, SJ, SL, SM และล่าสุด SN

สรุปของการพัฒนาชั้นคุณภาพของน้ำมันเครื่องตามมาตรฐาน API สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน 4 จังหวะ ดังตารางต่อไปนี้

 

ชั้นคุณภาพ เบนซิน

API ประเทศไทย ปีที่เริ่มใช้ และคุณสมบัติการใช้งาน
SA ไม่ออก เครื่องหมายรับรองคุณภาพแล้ว ห้ามจำหน่าย

ไม่มีการเติมสารเพิ่มคุณภาพ และไม่ได้กำหนดการทดสอบทางเครื่องยนต์ไว้ ชั้นคุณภาพนี้ไม่แนะนำแล้วสำหรับเครื่องยนต์เบนซินปัจจุบัน

SB

ไม่ออก เครื่องหมายรับรองคุณภาพแล้ว ห้ามจำหน่าย ใช้กับเครื่องยนต์เบาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1930 มีสารเพิ่มคุณภาพเล็กน้อย ในการป้องกันการสึกหรอ และการกัดกร่อน ชั้นคุณภาพนี้ไม่แนะนำแล้วสำหรับเครื่องยนต์เบนซินในปัจจุบัน
SC ไม่ออก เครื่องหมายรับรองคุณภาพแล้ว ขอความเห็นชอบ

ใช้กับเครื่องยนต์ปี ค.ศ. 1964 – 1967 เริ่มพัฒนาคุณสมบัติด้านการรักษาความสะอาด ป้องกันการสะสมของคราบเขม่า กระจายสิ่งสกปรก  ป้องกันการสึกหรอ การเกิดสนิม และการกัดกร่อน

SD

ไม่ออก เครื่องหมายรับรองคุณภาพแล้ว ขอความเห็นชอบ ใช้กับเครื่องยนต์ปี ค.ศ. 1968 – 1970 และบางรุ่นสำหรับปี 1971 มีการเติมสารเพิ่มคุณภาพมากกว่า SC เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการรักษาความสะอาด ป้องกันการสะสมของคราบเขม่า กระจายสิ่งสกปรก  ป้องกันการสึกหรอ การเกิดสนิม และการกัดกร่อน
SE ไม่ออก เครื่องหมายรับรองคุณภาพแล้ว ขอความเห็นชอบ

ใช้กับเครื่องยนต์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1972 และ 1971 – 1979 บางรุ่นมีการเติมสารเพิ่มคุณภาพมากกว่า SC และ SD  พัฒนาในด้านความต้านทานการ รวมตัวกับออกซิเจน (Anti oxidation) เพิ่มประสิทธิภาพป้องกันสนิม และการกัดกร่อน

SF

ไม่ออก เครื่องหมายรับรองคุณภาพแล้ว ขอความเห็นชอบ ประกาศใช้ปี ค.ศ 1980 มีสารเพิ่มคุณภาพสำหรับต้านทาน การรวมตัวกับออกซิเจนในอากาศ คุณสมบัติการรักษาความสะอาด การป้องกันคราบสกปรก  ต้านทานการสึกหรอได้ดีกว่า SE
SG ไม่ออก เครื่องหมายรับรองคุณภาพแล้ว ขอความเห็นชอบ

ประกาศใช้ปี ค.ศ 1988 เป็นช่วงปีที่มีการพัฒนาอย่างชัดเจน เนื่องจากขณะนั้นเครื่องยนต์ถูกพัฒนาให้ประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้น การเผาไหม้จึงต้องสมบูรณ์ ส่งผลให้อุณหภูมิเครื่องยนต์สูงขึ้น น้ำมันเครื่องจึงเสื่อมสภาพเร็ว ปัญหาที่พบคือการเกิดคราบเหนียว และตม ดังนั้นการ พัฒนาคุณภาพน้ำมันเครื่องชั้นคุณภาพนี้ จึงต้องป้องกันการเกิดตม (Sludge) ได้ดี สารเติมแต่งต้องสามารถกระจายสิ่งสกปรก (Dispersancy) ต้านทานการรวมตัวกับออกซิเจน และต้านทานการสึกหรอ

SH

ไม่ออก เครื่องหมายรับรองคุณภาพแล้ว ขอความเห็นชอบ ประกาศใช้ ค.ศ. 1994 (2537) เริ่มเข้มงวดในเรื่องปริมาณธาตุฟอสฟอรัส (P) ซึ่งเป็นองค์ประกอบของสาร Anti wear และ Anti oxidant แม้ว่าการพัฒนาสารเติมแต่งจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพในด้านนี้ แต่ก็ต้องควบคุมปริมาณธาตุ P ไม่เกินร้อยละ 0.12 โดยน้ำหนัก เนื่องจากธาตุ P จะไปขัดขวางประสิทธิภาพการทำงานของอุปกรณ์ลด มลพิษในไอเสีย (Catalytic Convertor) ที่ติดตั้งมากับรถยนต์ ตามมาตรฐานมลพิษ โดยกำหนดเฉพาะน้ำมันเครื่องชนิดความหนืดใส ในขณะนั้น ได้แก่ SAE 5W-30 และ 10W-30 เนื่องจากน้ำมันใส จะมี โอกาสที่จะไหลลงไปเผาไหม้รวมกับน้ำมันเชื้อเพลิงได้ง่ายกว่า และธาตุ P ก็จะปะปนออกมาทางท่อไอเสีย เข้าสู่อุปกรณ์กำจัดไอเสีย อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลดปริมาณธาตุ P มากเกินไป จนเกิดผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพในด้านป้องกันการสึกหรอ จึงได้กำหนดอัตราขั้นต่ำไว้ไม่ให้ ต่ำกว่าร้อยละ 0.06 โดยน้ำหนัก
SJ ออกเครื่องหมายรับรองคุณภาพ ขอความเห็นชอบ

ประกาศใช้ปี ค.ศ. 1997 (พ.ศ. 2540) เป็นชั้นคุณภาพที่ผ่านการทดสอบทางเครื่องยนต์เช่นเดียวกับ SG และ SH แต่ควบคุมการสะสมของคราบ สกปรกในอุณหภูมิสูงมากกว่าและควบคุมปริมาณธาตุ P เข้มงวดขึ้น ไม่เกินร้อยละ 0.10 โดยน้ำหนัก สำหรับชนิดความหนืดที่ใสขึ้น ได้แก่ SAE 0W-20, 5W-20, 5W-30, 10W-30 จะสังเกตได้ว่าการพัฒนาชนิด ความหนืดของน้ำมันเครื่องมีแนวโน้มที่ใสมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อการนำไปใช้กับ เครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่ประหยัดเชื้อเพลิง

SL

ออกเครื่องหมายรับรองคุณภาพ ขอความเห็นชอบ ประกาศใช้วันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2001 (พ .ศ. 2544) มีการพัฒนาด้านการทำความสะอาดของเครื่องยนต์ เกณฑ์การทดสอบเข้มงวดขึ้น ด้านการสะสมคราบสกปรกในอุณหภูมิสูง เน้นการประหยัด และยืดอายุของ น้ำมันเครื่อง (Extended Drain Interval) สำหรับการกำหนดปริมาณธาตุ P ยังคงเดิม เพราะหากลดไปมากกว่านี้จะมีปัญหาเรื่อง wear
SM ออกเครื่องหมายรับรองคุณภาพ ขอความเห็นชอบ

ประกาศใช้วันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 2004 (พ.ศ. 2547) เป็นชั้นคุณภาพที่พัฒนาต่อมาจาก SL เพิ่มเติมการกำหนดค่ากำมะถัน ในด้านการป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับอุปกรณ์กำจัดไอเสียเช่นกัน รวมทั้งพัฒนาคุณสมบัติด้านการระเหย การต้านทานการรวมตัวกับออกซิเจน และการป้องกันการสึกหรอ

SN ออกเครื่องหมายรับรองคุณภาพ ขอความเห็นชอบ

ประกาศใช้วันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2010 (พ.ศ.2553) พัฒนาต่อจาก SM โดยเพิ่มความสามารถด้านการชะล้างทำความสะอาดเครื่องยนต์  (Detergency) มีการประเมินผลการเกิดคราบเขม่าคาร์บอนสะสมที่ลูกสูบ (Weighted Piston Deposits) ที่เข้มงวดขึ้น ต้านทานการกระจายสิ่งสกปรก (Dispersancy) และเข้มงวดในการวัดค่าตมที่เกิดขึ้นในเครื่องยนต์

 

การพัฒนาชั้นคุณภาพ API สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล

ที่ผ่านมา API ได้จำแนกชั้นคุณภาพสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลไว้ทั้งหมด 14 ชั้นคุณภาพ ได้แก่ CA, CB, CC, CD, CD-II, CE, CF, CF-2, CF-4, CG-4, CH-4, CI-4, CI-4 PLUS  และ CJ-4  ในปี พ. ศ. 2553  ยังไม่มีการประกาศชั้นคุณภาพใหม่สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล แต่ API ได้ยุติ การออกเครื่องหมายรับรอง (API Donut) สำหรับชั้นคุณภาพ CF-2  ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์  2553 และ CF ในวันที่ 30 ธันวาคม 2553  เนื่องจากเครื่องยนต์ Detroit Diesel 6V-92TA ที่ใช้ทดสอบชั้นคุณภาพ CF-2 และ Caterpillar 1M-PC ที่ใช้ทดสอบชั้นคุณภาพ CF หาได้ยากขึ้น API จึงได้ยุติ การรับรองชั้นคุณภาพดังกล่าว รวมระยะเวลาประมาณ 16 ปี นับตั้งแต่ประกาศใช้ในปี พ. ศ. 2537

สรุปการพัฒนาชั้นคุณภาพน้ำมันเครื่องตามมาตรฐาน API สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล ดังตารางต่อไปนี้

 

ชั้นคุณภาพ ดีเซล

API ประเทศไทย ปีที่เริ่มใช้ และคุณสมบัติการใช้งาน
CA ไม่ออกเครื่องหมาย รับรองคุณภาพแล้ว ห้ามจำหน่าย

ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลธรรมดา ปี ค.ศ.1949 – 1950 สภาวะการทำงานเบาถึงปานกลาง มีการเติมสารเพิ่มคุณภาพบ้างเล็กน้อย ชั้นคุณภาพนี้ ไม่แนะนำแล้วสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลในปัจจุบัน

CB

ไม่ออกเครื่องหมาย รับรองคุณภาพแล้ว ห้ามจำหน่าย ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลธรรมดา ปี ค.ศ.1949 – 1960 สภาวะการทำงานเบาถึงปานกลาง มีการเติมสารเพิ่มคุณภาพบ้างเล็กน้อย เพื่อป้องกันการกัดกร่อน  มีสารชะล้าง และกระจายตะกอน ชั้นคุณภาพนี้ ไม่แนะนำแล้วสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลในปัจจุบัน
CC ไม่ออกเครื่องหมาย รับรองคุณภาพแล้ว ขอความเห็นชอบ

ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลธรรมดา หรือที่ติดระบบเพิ่มแรงอัดอากาศ ซุปเปอร์ชาร์จ เทอร์โบชาร์จ ปี ค.ศ. 1961 ใช้กับทุกสภาวะการทำงานปานกลาง ถึงหนักได้ มีคุณสมบัติป้องกันสนิม และคุณสมบัติด้านอื่น ๆ ดีขึ้นเล็กน้อย

CD

ไม่ออกเครื่องหมาย รับรองคุณภาพแล้ว ขอความเห็นชอบ

ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลตั้งแต่ปี ค.ศ. 1955 ในสภาวะการทำงานหนัก ความเร็วรอบสูงขึ้น และสามารถใช้กับน้ำมันดีเซลที่มีค่ากำมะถันสูงได้ น้ำมันเครื่องจึงต้องมีการพัฒนาคุณสมบัติด้านการป้องกันคราบสกปรก ชะล้าง และกระจายเขม่าได้ดี รวมทั้งป้องกันการสึกหรอ และการกัดกร่อน

CD-II

ไม่ออกเครื่องหมาย รับรองคุณภาพแล้ว ขอความเห็นชอบ สมรรถนะเทียบเท่า CD แต่ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลสองจังหวะ ประกาศปี ค.ศ. 1987
CE ไม่ออกเครื่องหมาย รับรองคุณภาพแล้ว ขอความเห็นชอบ

ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลปี ค.ศ. 1983 น้ำมันเครื่องชั้นคุณภาพนี้พัฒนาขึ้น เพื่อรองรับเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ที่มีกำลังมากขึ้น อาจติดซุปเปอร์ชาร์จหรือเทอร์โบชาร์จ สภาพการทำงานหนักภายใต้ความเร็วรอบต่ำ ภาระสูง (high load) โดยเพิ่มคุณสมบัติการรวมตัวกับออกซิเจน ป้องกันการ เกิดคราบเขม่า ลดการสึกหรอ และเพิ่มการทดสอบกับเครื่องยนต์หนัก อาทิ  Caterpillar, Mack และ Cummins

 

จะเห็นว่าการพัฒนาชั้นคุณภาพน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล จาก CC มาเป็น CE เป็นไปอย่างช้า ๆ ระยะเวลาการพัฒนาถึง 22 ปี ทั้งนี้เนื่องจากเครื่องยนต์ดีเซลในช่วงแรก ๆ เป็น แบบพื้นฐานง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน เน้นความทนทานมากกว่า กำลังเครื่องไม่สูงมาก จำนวนรอบการทำงานน้อย จึงไม่ต้องการน้ำมันเครื่องที่ดีนัก

แต่หลังจากนั้นเครื่องยนต์ดีเซลมีความทันสมัย เน้นเพิ่มกำลัง และจำนวนรอบสูงขึ้น จึงเริ่มมีการพัฒนาน้ำมันเครื่องให้รองรับกับสภาวะการใช้งานที่หนักขึ้น

 

ชั้นคุณภาพ ดีเซล

API ประเทศไทย ปีที่เริ่มใช้ และคุณสมบัติการใช้งาน
CF-4 ไม่ออกเครื่องหมายรับรองคุณภาพแล้ว ขอความเห็นชอบ

ประกาศใช้ปี ค. ศ. 1990 (พ.ศ. 2533) พัฒนาขึ้นแทนชั้นคุณภาพ CE เน้นสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลที่มีความเร็วรอบสูง บรรทุกหนัก และวิ่งระยะไกล  มีคุณสมบัติพิเศษในการควบคุมความสิ้นเปลืองของน้ำมันเครื่อง และควบคุมคราบสกปรกที่ลูกสูบเข้มงวดกว่า CE แต่ API ก็ได้ยุติ การออกเครื่องหมายรับรองสำหรับชั้นคุณภาพนี้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 2008 (พ.ศ. 2551) เนื่องจากสามารถใช้น้ำมันเครื่องชั้นคุณภาพที่สูงกว่าแทนได้

CF-2

ไม่ออกเครื่องหมายรับรองคุณภาพแล้ว ขอความเห็นชอบ ประกาศใช้ปี ค. ศ. 1994 (พ.ศ. 2537) ใช้แทน CD-II สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล 2 จังหวะ ที่ใช้งานทั่วไป สามารถป้องกันการเกิดรอยขีดข่วนในกระบอกสูบ แหวนลูกสูบ ป้องกันการเกิดคราบ สกปรกได้ดี  ปัจจุบัน API ได้ยุติการออกเครื่องหมายรับรองสำหรับชั้นคุณภาพนี้แล้ว ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 เนื่องจากเครื่องยนต์ Detroit Diesel 6V-92T และอะไหล่ชิ้นส่วนที่ใช้ทดสอบจัดหาได้ยากขึ้น
CF ไม่ออกเครื่องหมายรับรองคุณภาพแล้ว ขอความเห็นชอบ

ประกาศใช้ในปี ค.ศ. 1994 (พ.ศ. 2537) เพื่อทดแทน CD โดย สามารถใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลทีมีห้องเผาไหม้แบบ Indirect Injection เครื่องยนต์ดีเซลธรรมดา ติดเทอร์โบชาร์จ หรือซุปเปอร์ชาร์จ และสามารถใช้ได้กับน้ำมันดีเซล ทั้งที่มีค่ากำมะถันต่ำ และสูงกว่าร้อยละ 0.5 โดยน้ำหนัก มีคุณสมบัติควบคุมการเกิดคราบ สกปรกที่ลูกสูบ ป้องกันการสึกหรอ และการกัดกร่อนของแบริ่งได้ดี โดยเฉพาะแบริ่ง ที่มีทองแดงผสมอยู่ ทั้งนี้ในวันที่ 30 ธันวาคม 2553 API จะยุติการออกเครื่องหมายรับรองสำหรับชั้นคุณภาพนี้ เนื่องจากเครื่องยนต์ Caterpillar 1M-PC และอะไหล่ชิ้นส่วนที่ใช้ทดสอบจัดหาได้ยากขึ้น

CG-4

ไม่ออกเครื่องหมายรับรองคุณภาพแล้ว ขอความเห็นชอบ ประกาศใช้ในปี ค.ศ. 1994 (พ.ศ. 2537) สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลที่ใช้ งานหนัก ความเร็วรอบสูง สามารถใช้กับน้ำมันดีเซลที่มีค่ากำมะถันสูง มีคุณสมบัติลดคราบสกปรกที่ลูกสูบเมื่อใช้งานที่อุณหภูมิสูง ป้องกันการสึกหรอ และกัดกร่อน ป้องกันการรวมตัวกับออกซิเจน และควบคุมการสะสมของเขม่า น้ำมันเครื่องชั้นคุณภาพนี้ถูกพัฒนาขึ้น สำหรับเครื่องยนต์ที่ผ่านมาตรฐานมลพิษไอเสียปี ค.ศ. 1994 สามารถใช้แทน CD, CE และ CF-4 ได้ แต่ปัจจุบัน API ได้ยุติการออกเครื่องหมายรับรองสำหรับชั้นคุณภาพนี้แล้วตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 2009 (พ.ศ. 2552)
CH-4 ออกเครื่องหมายรับรองคุณภาพ ขอความเห็นชอบ

ประกาศใช้เดือนธันวาคม ค.ศ. 1998  (พ.ศ. 2541) สามารถใช้กับน้ำมันดีเซลที่มีค่ากำมะถันสูง เพิ่มประสิทธิภาพจาก CG-4 ในด้านการควบคุมการกระจายเขม่า ลดคราบสกปรกที่ลูกสูบเมื่อใช้งานที่ อุณหภูมิสูง  น้ำมันชั้นคุณภาพนี้ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับเครื่องยนต์ที่ผ่าน มาตรฐานมลพิษไอเสียปี ค.ศ. 1998 สามารถใช้แทนน้ำมันมาตรฐาน CD, CE, CF-4 และ CG-4 ที่ API Non-Licensed ได้

CI-4

ออกเครื่องหมายรับรองคุณภาพ ขอความเห็นชอบ ประกาศใช้วันที่ 5 กันยายน  ค.ศ.2002 (พ.ศ. 2545) น้ำมันเครื่องชั้นคุณภาพนี้ได้พัฒนาขึ้นเพื่อเตรียมรับมาตรฐานมลพิษ ปี ค.ศ. 2004  เนื่องจากสถาบันสิ่งแวดล้อมของประเทศสหรัฐอเมริกา (EPA) ได้กำหนดมาตรฐานไอเสียที่เข้มงวดขึ้น โดยลดปริมาณก๊าซไนโตรเจน ออกไซด์ ลงครึ่งหนึ่งจากปี ค. ศ. 1998 ส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องติดตั้งระบบกำจัดไอเสีย EGR (Exhaust Gas Recirculation)  ซึ่งเป็นระบบที่นำไอเสียไปหมุนเวียนใหม่ เพื่อลดส่วนผสมระหว่างอากาศ และไอดี เพื่อลดปริมาณออกซิเจน และอุณหภูมิการเผาไหม้ลง ส่งผลให้การรวมตัวระหว่างไนโตรเจน และออกซิเจนลดลงด้วย  แต่การนำไอเสียมาหมุนเวียนใหม่ เป็นการนำความร้อนเข้าสู่ระบบ ทำให้น้ำมันเครื่องมีอุณหภูมิสูงขึ้น เขม่าสะสมมากขึ้น และเสื่อมสภาพเร็ว ดังนั้นจึงมีการปรับปรุงคุณสมบัติด้านการชะล้างทำความสะอาด รักษาความสะอาดบริเวณลูกสูบและร่องแหวนให้ดีขึ้น ควบคุมการกระจายเขม่า นอกจากนี้ยังต้องสามารถต้านกรดที่เกิดจากกำมะถันในน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเพียงพอ จึงจะป้องกันการกัดกร่อนได้ รวมทั้งป้องกันการสึกหรอที่เกิดจากการขัดสีบริเวณชุดขับเคลื่อนวาล์ว( Valve train ) มีเสถียรภาพต่ออุณหภูมิการใช้งานทั้งสูงมาก และต่ำมาก ทั้งคงความหนืดได้ดีตลอดอายุการใช้งาน
CI-4 PLUS ออกเครื่องหมายรับรองคุณภาพแล้ว ขอความเห็นชอบ

ประกาศใช้วันที่ 5 กันยายน  ค.ศ.2004 (พ.ศ. 2547) เหมาะกับเครื่องยนต์ที่ติดตั้ง EGR เช่นเดียวกัน CI-4  แต่ปรับปรุงในเรื่องการกระจายเขม่า และต้านทานการเพิ่มขึ้นของความหนืด

CJ-4

ออกเครื่องหมายรับรองคุณภาพ ขอความเห็นชอบ

ประกาศใช้เดือนกันยายน ค.ศ. 2006 (พ.ศ. 2549) มีการกำหนดอัตราสูงต่ำ ของปริมาณธาตุกำมะถัน (S) ธาตุฟอสฟอรัส (P) และปริมาณเถ้า เพิ่มเติม เพื่อปกป้องอุปกรณ์กำจัดมลพิษที่ติดตั้งมากับยานยนต์ เพื่อรองรับมาตรฐานมลพิษที่เข้มงวดขึ้น

Technical Dept.

Comments are closed.